Categories
ความรู้เรื่องปืน ปืนประเภทต่างๆ

ประวัติ barrett m107a1 ปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาด .50 ลำแรกที่ถูกผลิตขึ้น

ประวัติ barrett m107a1 ปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาด .50 ลำแรกที่ถูกผลิตขึ้น

     ในปี 1982 BARRETT FIREARMS MANUFACTURING ได้พัฒนา M82 หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “MODEL 1982” เป็นปืนไรเฟิลซุ่มขนาด .50 ลำแรก ที่บริษัทได้พัฒนาปืนนี้ขึ้น เพื่อการใช้งานในกองทัพ และกองกำลังตำรวจ บาร์เร็ตต์ได้ปรับตั้งอาวุธใหม่อีกหลายครั้ง ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา จนมาถึงในปัจจุบัน บาร์เร็ตต์ได้ขยายสายพันธุ์ barrett m107a1 ให้เป็นอาวุธขนาด .50 เพื่อให้เข้ากับกองกองกำลังทหาร และตำรวจในกว่า 30 ประเทศ และเวลานั้นคือ ช่วงเวลาของกองกำลังสหรัฐกำลังใช้อาวุธซุ่มยิงระยะไกลในอิรัก และอัฟกานิสถาน

ประวัติ barrett m107a1 ปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาด .50 ลำแรกที่ถูกผลิตขึ้น

ลักษณะการออกแบบ barrett m107a1 

     ในขณะนั้น บาร์เร็ตได้ออกแบบปืนไรเฟิลขนาด .50 สำหรับการสั่งห้ามผู้คน และยานพาหนะในระยะยาว ทั้ง barrett m107a1 และ M82A1 มีช่องใส่ 10 ตลับ ที่ใส่เข้าไปในช่องด้านหน้าของกลไกการยิง อีกทั้ง บริษัท BARRETT FIREARMS MANUFACTURING ยังได้เดินหน้าผลิตปืนไรเฟิล ที่มีการตั้งค่าของ PULLPUP ขนาด .50 ซึ่งมีช่องวางไว้ด้านหลังไกปืน ที่สำคัญ บาร์เร็ตพยายามที่จะนำเสนอโมเดลเหล่านี้ ในฐานะอาวุธต่อต้านเฮลิคอปเตอร์จากปืนไรเฟิลbarrett m107a1 สำหรับปืนไรเฟิลขนาด .50 นี้ มีความเร็วในการยิงแบบกึ่งอัตโนมัติ และสลักเกลียวแบบหมุนได้ เพื่อให้ดีดออก และบรรจุกระสุนปืนถัดไป จากนั้นบริษัท BARRETT FIREARMS MANUFACTURING ได้สร้างสต็อกของอาวุธในแต่ละชิ้นส่วน รวมถึงปืนทั้งสองกระบอกนี้ ที่ทำด้วยโครเมี่ยม ส่วนรุ่น barrett m107a1 ใช้รางอลูมิเนียมเป็นตัวรับสัญญาณแบบถอดได้ อีกทั้งบาร์เร็ต ยังได้ติดตั้งเบรกในปากของอาวุธแต่ละตัว เพื่อช่วยลดแรงถีบกลับมาสู่แรงกดดันที่สามารถจัดการได้ที่ 0.02 กิโลกรัม / 2 ซม. โดยหันหลังไปทางไหล่ของผู้ยิง

ประวัติ barrett m107a1 ปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาด .50 ลำแรกที่ถูกผลิตขึ้น

ขนาดของปืนไรเฟิลบาร์เร็ต M82

     สำหรับปืนไรเฟิลบาร์เร็ตM82 ทั้งสายพันธ์ M82A1 และ barrett m107a1 มีความยาวเท่ากันทั้งสองกระบอกคือ 29 นิ้ว หรือ 20 นิ้ว สำหรับปืนใหญ่สองลำสุดท้ายนี้ ได้มอบความคล่องตัวในการใช้งานในเมืองมากขึ้น โดยแต่ละอันนั้น มีความยาวรวมแล้ว 57 นิ้ว กับ 29 นิ้ว หรือ 48 นิ้ว ในส่วนของบาร์เรลมีขนาดอยู่ที่ 20 นิ้ว อีกทั้ง บาร์เร็ตยังเจาะปืนใหญ่ขนาด 29 นิ้วอีกด้วย พร้อมด้วยร่องปืนยาว 15 นิ้ว และปืนใหญ่ 20 นิ้ว พร้อมด้วยร่องปืนยาว 12 นิ้ว โดยมีตัวแปรกระบอกสูบที่มีน้ำหนักโดยประมาณ 14 กิโลกรัม ในขณะที่ปืนสั้นทรงกระบอก มีน้ำหนักโดยประมาณคือ 13 กิโลกรัม

ประวัติ barrett m107a1 ปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาด .50 ลำแรกที่ถูกผลิตขึ้น

กลไกการทำงานของ BARRET M82AI 

     สำหรับปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาดใหญ่ BARRET M82A1 สามารถใช้ได้กับทั้งวงแหวนกลไกมาตรฐาน และแขนยืดสไลด์ ซึ่งทหารสหรัฐฯ ชื่นชอบที่ใช้กับปืนไรเฟิลนี้ กับเลนส์ LEUPOLD MARK 4 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ยิงมองเห็นทิวทัศน์ของสไนเปอร์ได้อย่างหลากหลาย และเป็นที่แน่นอนว่า ปืนไรเฟิลซุ่มยิงในแต่ละอันนั้น จำเป็นต้องมีที่จับสำหรับการพกพา และมีขาตั้งสองขอ ที่คล้าย ๆ กับปืนกล M60 และยังต้องมีแผ่นก้นยาง สำหรับปืนไรเฟิลที่มีตัวยึด ที่สามารถติดตั้งบนขาตั้งกล้องในแบบพิเศษ M3 หรือ M122 และนอกจากนี้  BARRET M82AI ยังสามารถติดตั้งบนรถจี๊ป โดยใช้เปลพิเศษ ที่สามารถดูดซับแรงกระแทกได้ สำหรับกลไกปืน BARRET M82AI ทำมาจากพลาสติกที่แข็งแรง สามารถทนแรงกระแทกคุณภาพสูง แม๊กกาซีนเป็นรูปกล่อง สามารถถอดออกได้ และถูกออกแบบมาสำหรับ 10 รอบ สลักอยู่ระหว่างแม๊กกาซีน และไกปืน สำหรับกล่องฟิวส์ของปืนไรเฟิล BARRET M82AIนี้ ตั้งอยู่ที่ฐานของไกปืนด้านซ้าย มักถูกยกขึ้นในแนวตั้ง เพื่อป้องกันการยิง แต่จะต้องลดลงเป็นตำแหน่งในแนวนอน

ประวัติ barrett m107a1 ปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาด .50 ลำแรกที่ถูกผลิตขึ้น

     สำหรับความแม่นยำของปืนไรเฟิล BARRET M82AI อยู่ที่ประมาณ 1.5 – 2  MOA เมื่อใช้กับกระสุนในระดับการแข่งขัน ที่ระยะ 500 เมตร ความเบี่ยงเบนของกระสุนจากจุดเล็ง ไม่เกิน 20 – 30 ซม. ซึ่งค่านี้แทบจะเรียกได้ว่า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับอาวุธซุ่มยิง แต่อย่าลืมว่า  BARRET M82AI ถูกสร้างขึ้นเป็นปืนไรเฟิลซุ่มยิง ที่ต่อต้านวัตถุ ในเวลาเดียวกัน  BARRET M82AI ยังเป็นปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาดใหญ่ ที่สามารถยิงกระสุนได้ด้วยตัวเอง โดยจะทิ้งร่องรายไว้บนความแม่นยำของอาวุธ และในเรื่องนี้ เป็นการยากที่จะแข่งกับปืนซุ่มยิงด้วยการโหลดซ้ำด้วยตัวเอง

ประวัติ barrett m107a1 ปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาด .50 ลำแรกที่ถูกผลิตขึ้น
Categories
ความรู้เรื่องปืน ปืนประเภทต่างๆ

ตำนานปืน AK-47 ที่ใครหลายคนยังไม่รู้

ตำนานปืน AK-47 ที่ใครหลายคนยังไม่รู้

     สำหรับอาวุธปืน ที่ได้รับการยกย่องจากคนค่อนโลกว่า “อาวุธไร้เทียมทาน” คือ ปืนเล็กยาว ak 47 ถือเป็นนวัตกรรที่ลงตัว ระหว่างโลหะ และไม้ จนกลายเป็นเครื่องมือสังหารที่ทรงอานุภาพ ที่มีการประมาณการกันเล่น ๆ ว่า มีปืนอาก้าแพร่กระจายอยู่บนโลกนี้ราว 100 ล้านกระบอก เนื่องจากในช่วงสงครามปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ทั้งในประเทศไทย ลาว เขมร เวียดนาม และอินโดจีน เหล่านักรบต่างถือปืนอาก้า เป็นอาวุธประจำกายทุกนาย

ตำนานปืน AK-47 ที่ใครหลายคนยังไม่รู้

เปิดประวัติเริ่มต้น ก่อนเกิดปืนอาก้า 

     เยอรมันได้ออกมาประกาศยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2461 และหลังจากนั้น ชาวเยอรมันได้ทุ่มเทเรื่องอุตสาหกรรมทั้งหมด ที่เกี่ยวกับเรื่องเรือรบ เครื่องบิน เรือดำน้ำ รถถัง เครื่องบิน และอาวุธทุกชนิด จากนั้นให้หลัง 20 ปี เยอรมันกลับมาผงาดอีกครั้งในทุก ๆ ด้าน รวมทั้งการพัฒนาเทคนโนโลยีอาวุธปืนทุกชนิด และกระสุนปืนทุกขนาด และเมื่อทุกอย่างพร้อม เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2482 ฮิตเลอร์ได้สั่งกองทัพนาซีเยอรมันบุกโปแลนด์ แบบที่ตะลึงกันไปทั้งโลก ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน 2484 ฮิตเลอร์ไม่ฟังเสียงทัดทานจากฝ่ายเสนาธิการ โดยทำการเปิดแนวรบใหม่ ส่งกองทัพบุกเข้าดินแดนหมีขาวรัสเซีย และในขณะนั้น กองทัพรัสเซียมีอาวุธยุทโธปกรณ์ และความพร้อม ด้อยกว่าเยอรมันหลากหลายเท่า ดังนั้น รัสเซียจึงใช้วิธีรบแบบหน่วงเวลา เพื่อรอฤดูหนาวที่แสนจะโหดร้าย และทารุณ

ตำนานปืน AK-47 ที่ใครหลายคนยังไม่รู้

จุดกำเนิดปืนอาก้า

     มิกคาอิล คาลาชนิคอฟ เด็กหนุ่มชาวนารัสเซีย มีการศึกษาเพียงแค่ชั้นเรียนระดับพื้นฐาน แต่เลือดรักชาติของเขาช่างรุนแรงนัก จึงได้ไปสมัครเป็นพลทหารในหน่วยรถถัง ของกองทัพสหภาพโซเวียต ที่กำลังสู้รบกับกองทัพนาซี โดย “คาลาชนิคอฟ” มีพรสวรรค์ และถนัดในเรื่องของเครื่องจักรยนต์กลไก จึงได้ทำหน้าที่ทหารรถถังปกป้องปฐพี และด้วยอุดมการณ์อันแรงกล้าของเขา จึงทำให้เขาได้รับเลื่อนตำแหน่ง เป็นผู้บังคับรถถัง ในยศระดับจ่า โดยในระหว่างสงครามนี้ จ่าคาลาชนิคอฟ ได้เข้าร่วมโครงการปรับปรุงอาวุธของกองทัพโซเวียต จากนั้นได้นำปืน STG44 หรือ MP44 ของหน่วยทหาร SS ที่นาซีใช้ยิงมาเป็นต้นแบบ และเขาได้ทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อผลงานที่สำเร็จออกมาเป็นรูปธรรมคือ ปืนเล็กยาวแบบใหม่ นั่นคือ ak 47 ที่มีความร้ายกาจเท่ากับปืนของทหารเยอะมัน

ตำนานปืน AK-47 ที่ใครหลายคนยังไม่รู้

AK-47 เริ่มผลิต และแจกจ่ายในปี พ.ศ. 2482

     AK-47 ของจ่าคาลาชนิคอฟ ได้รับการยอมรับว่าเป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยม ทางราชการจึงตั้งชื่อเป็นปืนเล็กยาวชนิดนี้แบบย่อว่า ak 47 ซึ่งย่อมาจาก KALASHINKOV AUTOMATIC RIFLE, MODEL OF 1947 โดยเรียกกันในชื่อว่า AVTOMAT KALASHNIKOVA ซึ่งหมายถึงปืนเล็กยาวอัตโนมัติของคาลาชนิคอฟ ปี 1947 และเลข 47 คือเลขปีค.ศ. ที่เริ่มต้นผลิต แต่สำหรับคนไทย จะชอบเรียกติดปากกันว่า “ปืนอาก้า” จากนั้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพนาซีเยอรมัน ใช้อาวุธปืนอัตโนมัติ ที่ทันสมัยอีกหลายรุ่น เริ่มตั้งแต่ปืนเล็กยาว เมาเซอร์ คาร์ 98 เคิร์ซ, ปืนกลเบา MG-42, ปืนกลเบา MG-34 และปืนกลมือ MP-40 สำหรับเรื่องของทางเทคนิค ที่กองทัพเยอรมันสนใจมากที่สุดคือ การพัฒนาขนาดของกระสุดเดิมที่เคยใช้ คือ 7.62 x 41 มม. เปลี่ยนมาเป็นขนาด 7.62×39 มม. ตามแบบของเยอะมันเอง

     จากนั้น ak 47 จึงได้รับการยอมรับว่า เป็นปืนเล็กยาวที่มีความทนทาน มีกลไกไม่ซับซ้อน ชิ้นส่วนมีไม่มาก อีกทั้งต้นทุนในการผลิตยังต่ำอีกด้วย และง่ายต่อการใช้งาน ที่สำคัญ เป็นปืนที่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย ดังนั้นแล้ว ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จึงทำให้มันกลายเป็นปืนเล็กยาว ที่แพร่หลายมากที่สุดในโลก ดังนั้น โซเวียตจึงให้ใบอนุญาติไปผลิตมากกว่า 10 ประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในระบบสังคมนิยม และกลุ่มประเทศวอร์ซอแพค ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมปืนอาก้า จึงเป็นที่ชื่นชอบในกลุ่มนักรบ และกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวระดับโลก และในสุดท้าย บั้นปลายชีวิตนายพลคาลาชนิคอฟ ไม่ได้ใช้ชีวิตร่ำรวยหรูหรา โดยทางการรัสเซีย ได้จัดอพาร์ตเมนต์ขนาดกะทัดรัดให้เขาพักอาศัย และมีรถยนต์คันเล็ก ๆ ขับไปทำงานเพียงเท่านั้น

ตำนานปืน AK-47 ที่ใครหลายคนยังไม่รู้
Categories
ความรู้เรื่องปืน ปืนประเภทต่างๆ

สุดยอดปืน Barrett m82a1 ประวัติความเป็นมา

สุดยอดปืน Barrett m82a1 ประวัติความเป็นมา

     barrett m82a1 คือปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติแบบหดตัว เพราะเมื่อปืนถูกไล่ออกจากกระบอก จะค่อย ๆ หดตัวในระยะสั้น ประมาณ 1 นิ้ว หรือ 25 มิลลิเมตรนั่นเอง ในขณะที่ล็อคแน่นด้วยสลักเกลียวหมุน หลังจากการเดินทางระยะสั้น ส่วนล่างของแขนคันเร่งยึด โดยส่วนบนของตัวรับอยู่ในบานพับตัวยึดสลักอยู่แล้ว และส่วนตรงกลางจะตีกลับไปที่กระบอกสูบ โดยแท่งคันในตัวยึดสลักเกียวถ่ายโอนพลังงานส่วนหนึ่งของบาร์เรล เพื่อให้ BOLT เกิดการขี้จักรยาน ที่เชื่อถือได้ และปลดล็อคออกจากถัง และนี่คือระบบการทำงานของbarrett m82a1 อย่างคร่าว ๆ และต่อไป เราจะมาดูประวัติความเป็นมากันครับ

ประวัติการผลิต barrett m82a1 มีความเป็นมาอย่างไร

     RONNIE G.BARRETT เป็นผู้ผลิตอาวุธปืนชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้ง BARRETT FIREARMS MANUFACTURING OF CHRISTIANA, TENNESSEE และเป็นผู้ออกแบบ barrett m82a1 ปืนไรเฟิลลำกล้อง .50 เป็นกระบอกแรก สำหรับการใช้งานพลเรือน บาร์เร็ตต์เกิดที่เมืองเมอร์ฟรีสโบ รัฐเทนเนสซี ในปี พ.ค. 2497 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมกลางเมอร์ฟรีสโบโร อาชีพแรกของเขาคือ ช่างถ่ายภาพมืออาชีพ ในปีพ.ศ. 2515 จากนั้นในปี 1982 เขาได้เป็นเจ้าของสตูดิโอถ่ายภาพ ซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจครั้งแรกสำหรับการสร้างbarrett m82a1 คือ ในวันที่ 1 มกราคม 2525 ในขณะที่บาร์เร็ตต์กำลังถ่ายภาพเรือปืนลาดตระเวนในแม่น้ำสโตนส์ ใกล้แนชวิลล์รัฐเทนเนสซี และนั่น เขาได้สร้างภาพที่ได้รับรางวัล ซึ่งทำให้เขาเริ่มคิดถึงคาร์ทริดจ์ ขนาด .50 เนื่องจากเป็นปืนที่ติดตั้งบนเรือลำนั้น

สุดยอดปืน Barrett m82a1 ประวัติความเป็นมา

RONNIE G.BARRETT ผลิตปืนไรเฟิลลำแรก 

     เนื่องจากไม่มีปืนไรเฟิลลำกล้อง .50 วางจำหน่ายในเวลานั้น เขาจึงได้ตัดสินใจสร้างอาวุธกึ่งอัตโนมัติ โดยไม่มีพื้นฐานทางด้านการผลิตเลย บาร์เร็ตต์ ได้ร่างปืนไรเฟิลขนาดเต็มหน้าตัด โดยการเพิ่มส่วนประกอบที่แตกต่างกันเข้าไป และเมื่อเขาติดสินใจเกี่ยวกับแนวคิดนี้แล้ว เขาได้ทำการหาร้านขายเครื่องจักร พร้อมด้วยภาพวาดของเขา แต่สิ่งที่เขาได้พบคือ คำดูถูก ว่าปืนที่เขาออกแบบานั้น มันไม่สามารถทำได้จริง แต่อย่างไรก็ตาม คำดูถูกเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้เขาลดความมุ่งมั่นแต่อย่างไร และไม่กี่วันต่อมา BOB MITCHELL ผู้ผลิตเครื่องมือ แม่พิมพ์ และเป็นช่างเครื่องอยู่ในเมือง SMYRNA รัฐเทนเนสซี ได้ตกลงว่าจะช่วยเหลือเขา จากนั้นต่อมา BOB MITCHELL ได้เริ่มต้นสร้างปืน ตามแนวความคิดของบาร์เร็ต โดยในบางวัน เขาทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนอยู่ในโรงรถ จากนั้น บาร์เร็ตต์ ยังคงได้รับการสนับสนุนจากช่างทำแผ่นโลหะ ที่อนุญาติให้เขาเยี่ยมชมร้านของเขา และทำงาน

สุดยอดปืน Barrett m82a1 ประวัติความเป็นมา

BARRETT M82 กระบอกแรก ประสบความสำเร็จ 

     ในขณะที่กำลังปรับแต่งbarrett m82a1 ปืนไรเฟิลต้นแบบอย่างละเอียดแล้ว BARRETT ได้เริ่มออกแบบต้นแบบที่สอง ซึ่งมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ได้รับการปรับปรุง เพรียวบางมากขึ้น และได้ปรับปรุงในเรื่องอื่น ๆ ที่ได้เรียนรู้จากต้นแบบแรก ซึ่งเขาได้ทำวีดีโอของต้นแบบแรกที่ถูกยิง จากนั้นเขาได้เตรียมต้นแบบที่สอง และหลังจากนั้น มีคนพร้อมจะจ่ายเงินมัดจำให้กับปืนไรเฟิลของเขา จากนั้นมา บาร์เร็ตต์ จึงได้ตั้งร้านเล็ก ๆ ที่บ้านของเขา ในโรงรถที่ปูด้วยกรวด และเริ่มต้นสร้างปืนไรเฟิล 30 ชุด ต่อมาไม่นาน RONNIE BARRETT  ได้รางวัล TOP 10 จากนั้น เขาใช้รูปวาดปืนไรเฟิลด้วยมือ วางลงโฆษณาใน SHOTGUN NEWS จากนั้น ในไม่ช้า barrett m82a1 ชุดแรก ได้ขายออกหมดในทันที

สุดยอดปืน Barrett m82a1 ประวัติความเป็นมา

     หลังจากนั้น ที่บาร์เร็ตต์ได้ขายชุดแรกหมดออกไป เขาได้รับการติดต่อจาก ซีไอเฮ เพื่อขอซื้อปืนไรเฟิล สำหรับอัฟกานิสถานมุสสิม เพื่อใช้ในการสงครามของพวกเขา กับสหภาพโซเวียต และหลังจากนั้น บริษัทของเขาได้เจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนตัวเขาเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่า ปืนไรเฟิลที่เขามุ่งมั่นออกแบบมานั้น จะประสบความสำเร็จได้เพียงนี้ และทั้งหมดนี้ คือ ตำนานปืนไรเฟิลรุ่นแรก ที่ประสบความสำเร็จ หากท่านผู้อ่าน ต้องการทราบประวัติเกี่ยวกับปืนรุ่นอื่น ๆ สามารถติดตามได้จากบทความอื่น ๆ ของเราต่อไปครับ 

Categories
ความรู้เรื่องปืน ปืนประเภทต่างๆ

ประวัติความเป็นมา DRAGUNOV ปืนไรเฟิลซุ่มยิง ในตำนาน

ประวัติความเป็นมา DRAGUNOV ปืนไรเฟิลซุ่มยิง ในตำนาน

     สำหรับปืนไรเฟิล DRAGUNOV ถือเป็น ปืนไรเฟิลซุ่มยิง ที่พบมากที่สุดอันดับสอง รองจาก REMINGTON 700 CLONES  โดยปืนไรเฟิลนี้ ไม่ได้มีไว้เพียงแค่เป็นตำนานเท่านั้น แต่อาวุธนี้ ยังมีประวัติของตัวเองที่น่าสนใจ และไม่เหมือนใคร ซึ่งเมื่อคุณได้อ่านแล้ว อาจจะอึ้ง จนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ประวัติ DRAGUNOV ปืนไรเฟิลในตำนาน 

     สำหรับธุรกิจ ปืนไรเฟิลซุ่มยิง ที่เคยประสบความสำเร็จในสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามนั้น เริ่มค่อย ๆ จางหายไปหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1  และนี่เป็นสาเหตุที่มีการแก้ไข้คำสอนหลักของทหาร คือ เราจะทำลายศัตรูด้วยการโจมตีด้วยนิวเคลียร์เพียงครั้งเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายยุค 50 ของศตวรรษที่ 20 หลักคำสอนนี้ ได้รับการแก้ไข และมีการตัดสินใจที่จะแนะนำสไนเปอร์แบบเต็มเวลา ในหน่วยปืนไรเฟิลซุ่มยิง จากนั้นในปี 1958 ได้มีข้อกำหนดสำหรับปืนไรเฟิลซุ่มยิงกองทัพ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับกองทัพ ดังนั้นแล้ว ทีมออกแบบของ E.F. DRAGUNOV, S. G. SIMONOV และ A. S. KONSTANTINOV SIMONOV และ KONSTANTINOV ที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างอาวุธให้กับกองทัพ และ DRAGUNOV ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการสร้างปืนไรเฟิล ที่มีความแม่นยำสูงสุด โดยในปี 1949 ได้มีการออกแบบ ปืนไรเฟิล S-49 โดยการยิงครั้งแรกแสดงให้เห็นผลลัพธ์ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ประวัติความเป็นมา DRAGUNOV ปืนไรเฟิลซุ่มยิง ในตำนาน

CV-55 ปืนไรเฟิลในตำนานรุ่นต่อมา

     สำหรับรุ่นต่อมาคือ CV-55 “ZENITH” โดยมีปัญหายากที่สุดในการออกแบบคือ การโหลดตัวเอง เพราะปืนไรเฟิลควรพร้อมที่จะยิงโดยอัตโนมัติ หลังจากการยิงในแต่ละครั้ง อีกทั้งความแม่นยำของปืนไรเฟิล ควรอยู่ในระดับปืนไรเฟิลที่มีการบรรจุกระสุนใหม่ แต่ทั้งนั้นทั้งนั้น อาวุธอัตโนมัติ จะมีความแม่นยำน้อยกว่าเสมอ เพราะก่อนที่กระสุนจะออกจากถังกลไกนั้น การบรรจุกระสุน และกลไกปืน ก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ และนอกจากนี้ ปืนไรเฟิลของกองทัพต้องมีความน่าเชื่อถือ พร้อมทุกสภาพการใช้งาน ดังนั้นแล้ว การทำเช่นนี้ จึงต้องมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างชิ้นส่วน และกลไกจะต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เพื่อให้ความแม่นยำในการยิงไม่ได้ลดลง และช่องว่างเหล่านี้ จะต้องลดลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงความเร็วในการเคลื่อนที่ของกลไกด้วย

ประวัติความเป็นมา DRAGUNOV ปืนไรเฟิลซุ่มยิง ในตำนาน

การทดสอบครั้งแรก ของปืนไรเฟิลในตำนาน

     การทดสอบครั้งแรกของปืนไรเฟิล ได้ถูกดำเนินการในปี 1959 ความแม่นยำของปืนไรเฟิลรุ่นที่ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานคือ SIMOMOV และ KONSTANTINOV เนื่องจากปืนทั้งสองนี้ มีความน่าเชื่อถืออย่างยอดเยี่ยม และการทำงานอัตโนมัติที่แม่นยำ แต่ปืนไรเฟิลของทีมออกแบบ DRAGUNOV ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม ทั้งเรื่องความแม่นยำ และมีความน่าเชื่อถือต่ำ แต่ที่น่าแปลกใจคือ ปืนไรเฟิลนี้ ได้รับการออกแบบให้เป็นแบบสปอร์ต โดยมีชิ้นส่วนที่แข็งแกร่ง แต่หลังจากการทดสอบยิงแล้วนั้น กลับพบว่า ปืนไรเฟิล DRAGUNOV มักจะติดขัดอยู่บ่อยครั้ง แต่ในขณะที่ปืนอีกสองกระบอกไม่มีการติดขัดแต่อย่างไร อย่างไรก็ตาม ปืนทั้งสามนี้ ได้ผ่านการทดสอบเบื้องต้น และหลังจากนั้นหนึ่งปี ได้รับการแก้ไขข้อบกพร่องที่เราได้กล่าวไปทั้งหมด แต่สำหรับการทดสอบครั้งสองของปืนไรเฟิล SIMONOV ได้ถูกลบออกจากการแข่งขัน เนื่องจากมีความแม่นยำต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ปืนอีกสองกระบอก ยังคงอยู่

ประวัติความเป็นมา DRAGUNOV ปืนไรเฟิลซุ่มยิง ในตำนาน

DRAGUNOV ยังคงเป็นปืนไรเฟิลในตำนาน

     สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ทางกองทัพได้เลือกปืน DRAGUNOV เนื่องจากสามารถกำจัดข้อบกพร่องต่าง ๆ ออกไปได้ ซึ่งทั้งกลุ่ม DRAGUNOV และกลุ่ม KONSTANTINOV ได้ร่วมกันทำงานกับปืนไรเฟิล โดยการปรับแต่งนี้ ใช้เวลาเกือบสองปีกว่าจะสมบูรณ์แบบ โดยในปี 1963 ปืนไรเฟิลซุ่มยิง ได้ถูกนำมาใช้ภายใต้ชื่อ “DRAGUNOV SNIPER RIFLE (SVD)” โดยมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 7.62 มม. และต่อมาเฉพาะปืนไรเฟิลรุ่นนี้ ได้ใช้กระสุนปืน 7N1 พร้อมกระสุนไฟ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา

ประวัติความเป็นมา DRAGUNOV ปืนไรเฟิลซุ่มยิง ในตำนาน

     จนมาถึงปัจจุบันกว่า 50 ปี หลังจากได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการของระบบ “SVD” ก็ยังคงให้บริการกับรัสเซีย และกองทัพอื่น ๆ จากทั่วโลก ถือได้ว่าเป็นปืนไรเฟิลในตำนานอย่างแท้จริง 

Categories
ความรู้เรื่องปืน ปืนประเภทต่างๆ

5 อันดับปืนไรเฟิลที่แรงที่สุดในโลก

5 อันดับปืนไรเฟิลที่แรงที่สุดในโลก

     ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับ 5 อันดับปืนไรเฟิลที่แรงที่สุดในโลก เรามาทำความรู้จักกับ ปืนไรเฟิลก่อนดีกว่า ว่ามันคือปืนอะไร “ปืนไรเฟิล” คือ อาวุธปืนที่มีขนาดยาว ที่ถูกออกแบบมาเพื่อยิงทำลายเป้าหมายที่อยู่ในระยะไกลโดยเฉพาะ โดยมีพานท้ายสำหรับใช้ประทับร่องไหล่ เพื่อช่วยในการเล็งเป้าหมาย ภายในลำกล้องมีการเซาะให้เป็นสัน และร่องเกลียวที่ผนังลำกล้อง ซึ่งเมื่อสันเกลียวนี้ ได้สัมผัสกับหัวกระสุน และรีดหัวกระสุนไปตามสันเกลียว และหมุนควงรอบตัวเอง เทียบได้กับการขว้างลูกบอล ในกีฬาอเมริกันฟุตบอล ดังนั้น คำว่า “ไรเฟิล” จึงมาจากคำว่า RIFLING ซึ่งแปลว่า การทำให้เป็นร่องนั่นเอง

อันดับ 5 : M24 

     สำหรับปืนซุ่มยิง M24 ที่ติด5 อันดับปืนไรเฟิลที่แรงที่สุดในโลกนี้ เป็นของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ขนาด 7.62 ม.ม. ยาว 1.092 กล้องเล็งหนัก 794 กรัม ขาทรายหนัก 318 กรัม ซองกระสุน 5 นัด ความเร็วกระสุน 853 เมตรต่อวินาที มีระยะยิงหวังผล 800 เมตร ผลิตโดย บริษัท อาร์ม คัมพานี นิวยอร์ค

M24
M24

อันดับ 4: M110 SR25

     สำหรับ M110 SR25 เป็นปืนยาว ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย REED KNIGHT และ EUGENE STONER โดยในช่วงปี 1990 มีสาระสำคัญอยู่ตรงที่ SR25 สามารถปรับขนาดปืนให้ยาวถึง 7.62 x 51 สำหรับในส่วนของปืนยาวใหม่นี้ ได้ถูกถอดเปลี่ยนกับ AR-15 โดยปืนรุ่นนี้ ขายดีในหมู่นักกีฬาปืนยาวพลเรือน เพื่อใช้ในการล่าสัตว์ หรือยิงเป้า อีกทั้งปืนยาวนี้ ยังนิยมในกองทัพทหารของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

M110 SR25
M110 SR25

อันดับ 3 : PSG-1 

     เป็นปืนสไนเปอร์ไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ ผลิตโดยบริษัท H&K ประเทศเยอรมัน ซึ่งชื่อของมันแปลได้ว่า ปืนที่แม่นยำมากที่สุด  ผลิตโดยใช้โครงสร้างของ G3 โมเดล เป็นปืนที่มีความแม่นยำสูงที่สุด อีกทั้งยังได้รับการประเมินว่า เป็นปืนที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด สำหรับภารกิจต่อต้านการก่อการร้ายของ SNIPER RIFLE ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เมื่อยิงในระยะ 100 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของเป้าหมายจะเท่ากับ 6.99 มม. ดังนั้น เมื่อยิงในระยะ 300 เมตร จะเท่ากับ 80 มม. แต่ก็ไม่มีเหตุผล ที่จะงานในทางทหารทั่ว ๆ ไป เพราะไม่สามารถโดนฝุ่น หรือดินโคลนได้ อีกทั้งยังมีน้ำหนักมากกว่า 8 กิโลกรัม แต่ก็มีราคาแพงสมคุณภาพ คือ กระบอกละ 12,000 US $ สำหรับปืนไรเฟิลซุ่มยิง H&K PSG-1 ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ ROLLER-DELAYED BLOWBACK เหมือนกับปืนไรเฟิลอื่น ๆ ของค่าย H&K แต่ไม่สามารถยิงแบบอัตโนมัติได้ ยิงได้แต่แบบกึ่งอัตโนมัติ โดยใช้กระสุนขนาด .308 WINHESTER หรือ 7.62 x 51 MM. NATO ความจุ 5 นัด และ 20 นัด

PSG-1 
PSG-1 

อันดับ 2 : DRAGUNOV SVD 

     เป็นปืนอีกหนึ่งรุ่นที่ติด5 อันดับปืนไรเฟิลที่แรงที่สุดในโลก เป็นรุ่นที่ดัดแปลงมาจากหลาย ๆ อย่างมาจากปืนไรเฟิล AK ของรัสเซีย จึงทำให้กลายเป็นสไนเปอร์ ไรเฟิล ด้วยการดัดแปลงลำกล้องให้ยาวขึ้น มีการเปลี่ยนท้ายปืน และเพิ่ม FEEDER เข้าไป ซึ่งในปัจจุบัน DRAUNOV SVD นี้ ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรปตะวันออก และรัสเซีย เพราะมันสามารถเล็งเป้าหมายที่เคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีความแม่นยำในการยิง โดยการใช้เลนส์รุ่น PSO-1M2 ที่สามารถปรับความเร็วในการยิงได้ โดยใช้การทำงานของแก๊ซ จึงทำให้มีความปลอดภัยในการยิง และควบคุมปืนให้สูงขึ้น ดังนั้นแล้ว DRAGUNOV SVD จึงจัดเป็นปืนของพลชี้เป้า ไม่ได้เป็น SNIPER RIFLE แบบเต็มตัว เนื่องจากมีความแม่นยำที่ไม่มากนัก

DRAGUNOV SVD 
DRAGUNOV SVD 

อันดับ 1 : L115 A3 AWM 

     สำหรับปืนที่ติดอันดับ 1 นี้ เป็นปืนสไนเปอร์ระยะไกล ที่ยิงได้อย่างแม่นยำ ในระยะ 1,500 เมตร เป็นปืนที่ถูกนำไปใช้ใน 8 ประเทศ ในปัจจุบัน และมีนายทหารชาวอังกฤษ ในเมืองผู้ดีท่านหนึ่ง ได้ทุบสถิติที่ SNIPER ทุกคนเคยทำมา ด้วยการยิงไกลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยมีมา หรือเรียกได้ว่า สามารถทุบทุกสถิติที่สไนเปอร์จากทั่วโลกได้เคยทำไว้ เขาได้สังหารทหารพลปืนกลเบาสองนาย จากระยะทางที่มากถึง 2.47 กิโลเมตรในหุบเขาอัฟกานิสถาน ซึ่งไกลเกินกว่าระยะที่ปืน L115A3 ของอังกฤษได้เคยทำไว้อีกด้วย

L115 A3 AWM 
L115 A3 AWM 


     จบกันไปแล้วกับ 5 อันดับปืนไรเฟิลที่แรงที่สุดในโลก เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับข้อมูลที่เราได้นำมาเสนอในวันนี้ ซึ่งหากผู้เล่นปืนมือใหม่ อยากที่จะค้นคว้าหาข้อมูลปืนอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถติดตามหาอ่านได้จากบทความต่อ ๆ ไปของเราได้ครับ

Categories
ปืนประเภทต่างๆ

ทำความรู้จัก Derya MK12 มีดีอย่างไร ทำไมเป็นที่นิยม

ทำความรู้จัก Derya MK12 มีดีอย่างไร ทำไมเป็นที่นิยม

     สำหรับปืนลูกซองนี้ มีประวัติยาวนานกว่า 300 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ที่ปืนนี้ถูกผลิตขึ้นมา จนมาถึงปัจจุบัน ก็ยังมีคนใช้มันอยู่ และอะไรคือเหตุผล ที่ปืนลูกซอง Derya MK12 ยังไม่ตาย และอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้คือ ขอป.3 ได้ง่าย ถือเป็นปืนเฝ้าบ้านในระดับที่ชาวบ้านทั่วไป ก็สามารถขอซื้อได้สบายมาก การใช้งานง่าย แทบจะไม่ต้องเล็งอะไรเลย เพียงแค่กระชากขึ้นลำ ก็เกิดเสียงขู่ฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว อีกทั้งตัวปืนยังมีราคาถูก และยิ่งถ้าเทียบกับปืนสั้นแล้วนั้น ปืนลูกซอง ถือว่ามีราคาถูกกว่ามาก ๆ ด้วยข้อดีที่หลากหลายขนาดนี้ วันนี้เราจะจึงจะมาพาคุณไปรู้จักกับ ปืนลูกซอง Derya MK12 อย่างละเอียดให้มากขึ้น พร้อมแล้วตามเรามาได้เลยครับ 

ปืนลูกซอง Derya MK12 

     เป็นปืนลูกซองกึ่งอัตโนัติ มีขนาด 12 เกจ ผลิตจากประเทศตุรกี การทำงานใช้ระบบแก๊สในการบริหารลูกเลื่อน ขนาดลำกล้อง 14 นิ้ว ใช้แม็กกาซีนบรรจุกระสุน โดยมีแม็กสั้นมาให้ 2 อัน คือ แม็กสั้นบรรจุกระสุนได้ 5 นัด และแม็กยาวบรรจุกระสุนได้ 10 นัด เป็นปืนที่ออกแบบมาได้ดี สวยงามดุดัน มีรูปทรงคล้ายทรงปืนไรเฟิลจู่โจม AR พานท้ายยืดหดได้ ด้ามปืนทำจากโพลิเมอร์ จึงทำให้มีน้ำหนักเบา สะดวกในการใช้งาน ทั้งศูนย์หน้า และศูนย์หลังพับได้ มีรางติดอุปกรณมาให้ครบทุกจุด ติดอุปกรณ์ได้ครบ ทั้งกล้อง ไปฉาย และเลเซอร์ ในส่วนของปลายลำกล้องนั้น มีทั้ง Door Buster และ Compensator ซึ่งช่วยลดแรงถีบของปืนได้เป็นอย่างดี น้ำหนักของปืนอยู่ที่ประมาณ 3.5 กิโลกรัม

Derya MK12
Derya MK12

Derya MK12กับ Hatsan แบบไหนดีกว่ากัน

     สำหรับข้อแตกต่างระหว่าง Derya กับ Hatsan ซึ่งเป็น Semi auto ระบบแก๊ส หลังสะพาน โดยมีราคาถูกสุดทั้งคู่นี้ แต่ Derya ไม่มีลิ้นป้อนกระสุน 2 ชั้นเหมือน Hatsan ถึงกระนั้น Derya ก็ยังมีน้ำหนักที่เบากว่า ดังนั้นการใช้งานของ Derya จึงมีความคล่องตัวสูงกว่าเป็นอย่างมาก แต่ก็อย่าลืมว่า ลำกล้องของ Derya นั้น บางกว่า Hatsan แต่ทางด้าน Derya ทดแทนด้วยอุปกรณ์เสริมที่น่าสนใจ คือ ลำกล้องต่อ 4” มีทั้งปลอกลดแสง และกล่องไฟเบอร์ ซึ่งทาง Hatsan ไม่มีแถมมาให้ ผู้ซื้อต้องหาซื้อเพิ่มเอาเอง ที่สำคัญ ปืนทั้งสองรุ่นนี้ มีชุดโหลดที่แตกต่างกัน ซึ่งหากเป็น Derya เมื่อโหลดลูกเข้าไปแล้ว และต้องการเอาลูกออก สามารถเอาลูกออกจากลิ้นป้อนกระสุนได้เลย แต่หากเป็น Hatsan ไม่สามารถทำได้ แต่ Hatsan ก็มีเรื่องคันรั้งมาทดแทนในเรื่องนี้ เพราะคันรั้งของ Hatsan แข็งแรงมากกว่า เมื่อเทียบกับคันรั้งของ Derya 

Derya MK12
Derya MK12

ข้อดีของปืนลูกซองDerya MK12

     สำหรับข้อดีข้อแรกของปืนDerya MK12 คือ ล้างง่าย ดูแลง่าย อีกทั้งไม่ต้องกังวลเรื่องแรงกระสุน ว่าจะฐานสูงหรือฐานต่ำ เพราะว่าใช้เบอร์ 12 ได้เลย สามารถยิงต่อเนื่องได้อย่างรวดเร็ว เพราะเวลาที่ใช้ยิงกันจริง ๆ นั้น การที่จะยิงไป กระชากไป ผู้ยิงต้องฝึกการยิงให้คุ้นเคย ถึงจะทำได้ แต่หากเป็นปืนลูกซองแบบออโต้นั้น ไม่ต้องคิดอะไรมาก เหนี่ยวไกอย่างเดียวได้เลยDerya MK12 สามารถยิงออกมาได้อย่างนุ่มนวล เมื่อถูกยิงออกไปหลาย ๆ นัด จะไม่ค่อยรู้สึกเจ็บหัวไหล่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อมีข้อดีแล้ว ก็ต้องมีข้อเสียบ้าง คือ จะมีแรงถีบที่หนักไป และลูกกระสุน จะต้องมีแรงขับดัน ให้ได้มาตรฐานของลูก ซึ่งหากเจอลูกปืนเก่า แรงดันไม่ดี อาจทำให้ปืนติดขัดได้ ดังนั้นแล้ว ในจังหวะการสลัดปลอก จะทำให้ยิงต่อเนื่องไม่ได้ อย่างที่เราบอกไปข้างต้นว่า เป็นปืนที่ดูแลง่าย แต่คุณต้องมีอุปกรณ์ในการถอดชุดปฏิบัติการของมัน กรณีที่เป็นระบบแก๊ส ต้องเอาแก๊สมาบริหารกลไกด้วยลูกสูบ หรือระบบแบบไม่เจาะกล้อง แต่ต้องใช้แรงสะท้อนถอนหลังออกมา เพื่อบริหารกลไก 

Derya MK12
Derya MK12

     สรุปได้ว่า หากต้องการซื้อปืนลูกซองสักหนึ่งกระบอก เพื่อใช้ในการยิงสัตว์ ตามท้องไร่ท้องนา หรือไม่เฝ้าบ้าน เราขอแนะนำDerya MK12 ไว้เป็นตัวเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่กำลังหาปืนลูกซองมาติดบ้านไว้ เพราะการใช้งานทั่วไป ใช้งานง่าย สะดวก ราคาไม่แพง อีกทั้งยังหาซื้อได้ง่ายกว่าปืนรุ่นอื่น ๆ 

Categories
บทความอื่นๆ ปืนประเภทต่างๆ

5 อันดับปืนลูกซอง ยอดนิยมในประเทศไทย

5 อันดับปืนลูกซอง ยอดนิยมในประเทศไทย

     เคยมีปรมาจารย์ปืนได้กล่าวไว้ว่า ปืนสั้น ถือเป็นอาวุธป้องกันตัวที่มีไว้เพื่อยุติเหตุ ที่มีคนอื่นมากระทำกับเรา แต่หากเราต้องไปสู้กับใคร ควรจะเอาปืนลูกซองไป ดังนั้นในวันนี้ เราจึงได้จัด 5 อันดับปืนลูกซอง ที่เหล่าคอปืนในไทยนิยมใช้กัน เนื่องจากในปัจจุบัน ปืนลูกซอง ถือว่าเป็นปืนที่มีราคาต่ำที่สุดในบรรดาปืนทั้งหมด อีกทั้งปืนลูกซองมีข้อดีอยู่ที่กระสุน เนื่องจากมันมีให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย สำหรับการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป หากพร้อมแล้ว ตามเรามาดูกันเลยครับ ว่าจะมีปืนลูกซองรุ่นใดบ้าง

Saiga-12
Saiga-12

1. Saiga-12

     สำหรับปืน Saiga-12 เป็นปืนลูกซองเบอร์ 12 เป็นปืนสายพันธุ์เดียวกับปืนไรเฟิลของรัสเซีย Saiga-12 โดยมีรูปแบบคันขนาดใหญ่ บนด้านขาวติดตั้งราง ที่ด้านซ้ายติดตั้งฝาครอบขนาดใหญ่  Saiga-12 เป็นผลิตภัณฑ์ของ Izhmash ในประเทศรัสเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกา โดยมีสัญญาหมดในปี 2005 และหลังจากนั้น Izhmash ได้ทำการส่งออกผ่านทาง บริษัท คลังแสงรัสเซีย อเมริกัน Saiga-12 มีจุดเด่นที่ทรง AK มีระบบแก๊ส อีกทั้งยังยิงได้อย่างรวดเร็ว ด้วยน้ำหนัก 3.5 กิโลกรัม แม็กกาซีนบรรจุได้ตั้งแต่ 10 นัด ไปจนถึง 10 นัด มีระยะหวังผล 70 เมตร และสำหรับลูกปลาย มีระยะหวังผล 100 เมตร และด้วยจุดเด่นนี้เอง จึงทำให้เป็นปืน Saiga-12 ที่ติด 1 ใน 5 อันดับปืนลูกซอง ที่ดีที่สุดในประเทศไทย

DERYA MK-12
DERYA MK-12

2. DERYA MK-12

     เป็นปืนลูกซอง กึ่งอัตโนมัติขนาด 12 เกจ ผลิตจากประเทศตุรกี การทำงานใช้ระบบแก๊สในการบริหารลูกเลื่อน มีขนนาดลำกล้อง 14 นิ้ว ใช้แม็กกาซีนในการบรรจุกระสุน มีแม็กสั้นเพิ่มมาอีก 2 อัน คือแม็กสั้นที่บรรจุกระสุนได้ 5 นัด และแม็กยาวที่บรรจุกระสุนได้ 10 นัด ถือเป็นปืนที่ออกแบบมาได้ดี มีทั้งความสวยงาม และดุดัน มีรูปทรงคล้ายปืนไรเฟิลจู่โจม AR โดยมีพานท้ายยืดหดได้ ด้ามปืนทำจากโพลิเมอร์ จึงทำให้มีน้ำหนักเบา ไม่หนักจนเกินไปเหมือนรุ่นอื่น ๆ สำหรับศูนย์หน้า และศูนย์หลังพับได้ สามารถติดอุปกรณ์ได้ครบ ทั้งตั้งกล้อง ไฟฉาย และเลเซอร์ สามารถใช้ Choke ได้ 3 เบอร์คือ 1 3 และ 5 เพื่อปรับม่านกระสุนให้กว้างขึ้น หรือแคบลงได้ มีที่ปรับโหมด Fire หรือ Safe โดยปลายลำกล้องมี Compersator กับ Door Buster ที่ช่วยลดแรงถีบของปืน ในส่วน Door Buster ให้กระแทกยึดกลอนประตู หลังจากนั้น ให้ยิงทำลายกลอนประตู เหมาะเป็นปืนจู่โจม ไว้คอยเฝ้าบ้าน ด้วยรูปทรงที่ดุดัน และเสียงดัง

Benelli M4
Benelli M4

3. Benelli M4

     หลังจากประสบความสำเร็จกับ Benelli M1, M2, M3 กันไปแล้ว Benelli Armi กลับมาเดินหน้าต่อ โดยการคิดออกแบบปืนลูกซอง และปืนแบบของตัวเอง ต่อจากเดิมที่มีระบบบริหารกลไกแบบ Inertia-operated ซึ่งไม่เหมาะกับกระสุนพลังงานต่ำ ดังนั้น จึงได้มีการคิดแบบสองระบบขึ้นมาคือ Benelli M3 ถึงกระนั้น ก็ยังมีจุดที่ Benelli Armi ต้องคิดค้นระบบใหม่ขึ้นมา โดยในปี 1998 United States Army’s Armaments Research ที่ตั้งอยู่ใน Picatinny Arsenal รัฐ New Jersey ได้ออกประกาศชักชวนเอกชน ให้นำอาวุธเข้ามาทดสอบการแข่งขัน ในแบบกึ่งอัตโนมัติขนาด 12 เกจ สำหรับการนำเข้าประจำการในกองทัพสหรัฐฯ

4. Escort Raider 

     Escort Raider คือ 1 ในปืนลูกซอง ที่ติด 5 อันดับปืนลูกซอง ยอดนิยม โดย Escort Raider นี้ เป็นปืนลูกซองเซมิออโต้ แม๊กกาซีน 5 นัด และ 10 นัด 12 เกจ รังเพลิง 3” / 76 มม. ด้ามปืนมีที่เก็บลูกกระสุน พร้อด้วยห่วงคล้องสายสะพาย ซึ่งออกแบบตาหลักสรีรศาสตร์ พร้อมกับมีรางติดกล้องช่วยเล็ง ติดอุปกรณ์ หรือติดไฟฉาย ซองกระสุนแบบแม็กกาซีน ถือว่าได้ว่า มีความสะดวก รวดเร็วในการเปลี่ยนซองกระสุน เหมาะสำหรับใช้เฝ้าบ้าน เพื่อรักษาความปลอดภัย พานท้ายมีส่วนผสมของพอลิเมอร์ผสมโพลีเมอร์ขั้นสูงที่แข็งแรง และทนทาง มีแผ่นรองยางเพื่อรองรับแรงถีบของปืน ส่วนด้ามจับนั้น ใช้วัสดุที่ยืดหยุ่นได้ ศูนย์เล็งหน้าเป็นไฟเบอร์ออฟติค

M870
M870

5. M870

     สำหรับปืนลูกซอง M870 นี้ ถูกผลิตโดยบริษัท Remington ที่มีชื่อเสียงอย่างยาวนานกว่า 100 ปี เป็นปืนลูกซองสัญชาติอเมริกา โดย Remington คือบริษัทแรกที่คิดค้นกระสุนไรเฟิลจู่โจมขนาด 5.56 x 45 MM ที่ใช้กับปืน M16, M4A1 เป็นบริษัทแรก โดย M870 เป็นอาวุธทำลายล้างสูง สำหรับการต่อสู้แบบประชิดตัวที่ดีที่สุด และมีประจำการอยู่ในหน่วยรบพิเศษหลาย ๆ หน่วยทั่วโลก รวมถึงกองทัพสหรัฐอเมริกา และหน่วย SWAT เพราะมันคือปืนลูกซองระบบ Pump-Action ที่แสดงความสามารถได้ดีที่สุด ในการต่อสู้แบบประชิดตัว

     เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับ 5 อันดับปืนลูกซอง ที่เราได้แนะนำในวันนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ไม่มากก็น้อย และหากใครที่กำลังอยากลองหาซื้อปืนลูกซองสักกระบอก เพื่อติดบ้านไว้ เราแนะนำให้คุณเลือกซื้อ 1 ใน 5 นี้ครับ รับรองได้ว่า คุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไปอย่างแน่นอน

Categories
ปืนประเภทต่างๆ

TAURUS 941 .22 MAGNU การันตรีคุณภาพ ชื่อนี้ไม่ผิดหวัง ลองได้ในทุก สนามยิงปืน

TAURUS 941 .22 MAGNU การันตรีคุณภาพ ชื่อนี้ไม่ผิดหวัง ลองได้ในทุก สนามยิงปืน

     เชื่อมั่นว่า หากเป็น สนามยิงปืน ในสมัยก่อน นักยิงปืนมักจะเห็นป้าย “ห้ามยิงกระสุนแม็กนั่ม” ซึ่งมีความหมายว่า กระสุนแม็กนั่มนั้น รุนแรงมาก จนทำให้อุปกรณ์หลังเป้า เกิดการชำรุดเสียหาย หรือมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าที่ควร ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กระสุนที่มีคำว่า “แม็กนั่ม” ต่อหน้าชื่อ ไม่ได้แรงจนเกินไปทั้งหมด 

TAURUS 941 .22 MAGNU การันตรีคุณภาพ ชื่อนี้ไม่ผิดหวัง ลองได้ในทุก สนามยิงปืน
TAURUS 941 .22 MAGNU การันตรีคุณภาพ ชื่อนี้ไม่ผิดหวัง ลองได้ในทุก สนามยิงปืน

มีกระสุนไหนบ้าง ที่ใช้ใน สนามยิงปืน ได้

 

     สำหรับกระสุนที่ใช้ใน สนามยิงปืน ได้นั้น ที่จริงแล้ว มีกระสุนบางขนาด เช่น .38 ซูเปอร์ สำหรับปืนกึ่งพก กึ่งอัตโนมัติ หัวกระสุน 130 เกรน ที่ให้พลังงานในระดับ 500 ฟุต-ปอนด์ ซึ่งใกล้เคียงกับ .357 แม็กนั่ม ของปืนลูกโม่ ที่ 570 ฟุต-ปอนด์ .45 ออโตฯ หรือ 11 มม. มาตรฐานทหาร หัวกระสุน 230 เกรน ให้พลังงานประมาณ 350 ฟุต-ปอนด์ สำหรับกระสุน .22 แม็กนั่ม ซึ่งชื่อเป็นทางการคือ .22 Winchester Magnum Rimfire หรือเรียกสั้น ๆ ว่า .22 Magnum .22 WMR เป็นกระสุนที่บริษัท วินเชสเตอร์ ได้พัฒนาต่อยอดจากลูกกรด .22 ธรรมดา แต่ใช้ปลอกยาวกว่า และขยายใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อให้ใช้หัวกระสุนร่วมกับพวก .22 ชนวนกลางได้ 

 

     สำหรับลูกกรดแบบธรรมดานั้น ขนาดภายนอกของปลอกเท่าหัวกระสุนพอดี ต้องควั่นส่วนท้ายของหัวกระสุนให้คอดเล็กลง เพื่อให้ใส่ลงในปลอกได้ แต่สำหรับ .22 แม็กนั่ม ตัวปลอกโตกว่าหัวกระสุน และเมื่อผนวกกับความยาวปลอกที่เพิ่มขึ้น ใส่ดินปืนได้มากขึ้น ลูกแม็กนั่มยิงจากลำกล้อง 24 นิ้วของปืนยาว จะได้ความเร็วกว่า 1,900 ฟุต/วินาที ให้พลังงานถึง 320 ฟุต-ปอนด์ทอรัส โมเดล 941 สำหรับลูกโม่โครงเล็ก ที่เท่ากับพวก .38 ที่จุ 5 นัด เมื่อคว้านช่องรังเพลิงสำหรับ .22 แม็กนั่ม จุได้ 8 นัด และในตระกูลเดียวกันของทอรัส มีโมเดล 94 ขนาดกระสุน .22 ธรรมดา จุ 9 นัด ซึ่งระบบการทำงาน อาจกล่าวได้วา่ เป็น สมิธ แอนด เวสสัน ที่ปรับเล็กน้อย เนื่องจาก ทอรัส เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ สมิธฯ ในช่วยที่เป็นเจ้าของร่วมกัน โมเดล 941 ยังแยกย่อย เป็นรุ่นเหล็กสแตนเลส และเหล็กรมดำ โดยมีตัว x ต่อท้าย คือ เลขบอกความยาวลำกล้องเป็นนิ้ว 

 

     โดยรหัสครบถ้วนคือ 941SS4 จัดอยู่ในกลุ่มปืนลูกโม่โครงเล็กของทอรัส ที่มีให้เลือกหลายสิบรุ่นการทำงาน เป็นลูกโม่ไกดับเบิล/ซิงเกิล เปิดโม่ออกข้าง โม่หมุนทวนเข็มนาฬีกาเหมือนสมิธฯ ปุ่มเปิดโม่ผลักไปด้านหน้า มีตัวล็อกเพิ่มที่บานพับใต้ลำกล้อง ลักษณะเดียวกับปืนรุ่นใหญ่สุดอย่าง เรจจิง บลู ซึ่งช่วยได้มาก ในด้านความแข็งแรง และการจัดตัวของช่องโม่ เพราะถ้าช่องโม่คลาดเคลื่อนจากแนวลำกล้อง เมื่อยิงออกไปในแต่ละนัด ปืนจะพ่นเศษหัวกระสุนออกด้านข้าง ซึ่งเป็นตัวฟ้องว่า คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน

 

Taurus ในยุคปัจจุบัน มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

 

     โดย ทอรัส ในยุคปัจจุบัน รับรองได้ว่า ไม่มีปัญหาเช่นนี้แล้ว จากลำกล้องสี่นิ้ว กระสุน .22 แม็กนั่มทำความเร็วได้ประมาณ 1,500 ฟุต/วินาที ยังแรงกว่าลูกกรดธรรมดายิงจากปืนยาว และเมื่อหัวกระสุนพ้นลำกล้องไปแล้ว ยังมีดินปืนเผาไหม้ต่ออีกระยะหนึ่ง จึงทำให้เสียงดังเป็นพิเศษ และถ้ายิงในสภาพแสงน้อย จะเป็นเปลวไฟแลบยาว จึงสร้างชื่อเสียงให้ .22 แม็กนั่มว่าแรงมาก โดยแรงสะบัดนุ่มนวล แทบจะไม่ต่างจากลูกกรดธรรมดา 

 

     โดยในสมัยที่ทางราชการไม่ออกใบอนุญาติให้ปืนขนาด .38 ให้ประชาชนทั่วไป หรือใน สนามยิงปืน ลูกโม่ที่ใช้กระสุน .22แม็กนั่มนี้ จึงเป็นที่ต้องการในตลาด ด้วยผลงานไม่ด้อยกว่าลูกโม่ชนวนกลางขนาด .32 อีกทั้งยังมีราคากระสุนต่ำกว่า โดยรวมแล้ว ทอรัส 941 กระบอกนี้ ถือเป็นปืนลูกโม่ “ลูกกด” 8 นัด มากกว่าพวก .38 ที่มักจุเพียงแค่ 5 นัด อานุภาพกระสุน .22 แม็กนั่ม ในการใช้งานจริง จัดว่าใช้ในการป้องกันตัว ได้ผลดีมาก โครงปืนเล็ก กระทัดรัด ความยาวลำกล้องสี่นิ้ว ติดศูนย์ปรับได้ ช่วยให้การยิงเป้าซ้อมมือในสนามยิงปืน มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น 

Categories
ปืนประเภทต่างๆ

ปืน38 ประวัติศาสตร์อันยาวนานของ สมิธแอนด์เวสสัน โมเดล 60 ปืน38 สเปเชียล

ปืน38 ประวัติศาสตร์อันยาวนานของ สมิธแอนด์เวสสัน โมเดล 60 ปืน38 สเปเชียล
ปืน38 ประวัติศาสตร์อันยาวนานของ สมิธแอนด์เวสสัน โมเดล 60 ปืน38 สเปเชียล

     สมิธ แอนด์ เวสสัน (Smith & Wesson) เป็นบริษัทเก่าแก่รายหนึ่งในสหรัฐ ที่ผลิต ปืน38 ขายมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1852 ถือเป็นต้นตำรับปืนลูกโม่แบบไกดับเบิลแอ๊คชั่น และระบบเปิดโม่ออกด้านข้าง ที่ปืนลูกโม่ทุกยี่ห้อใช้เป็นมาตรฐานในทุกวันนี้ จึงกล่าวได้ว่า สมิธฯ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ผลิตปืนลูกโม่มาอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน อีกทั้งในด้านการออกแบบกระสุน สำหรับปืนลูกโม่ ก็มีผลงานที่เด่นชัด คือ .38 Special และ .357 Magnum

ปืน38 ประวัติศาสตร์อันยาวนานของ สมิธแอนด์เวสสัน โมเดล 60 ปืน38 สเปเชียล

ปืน38 ลูกโม่โครงเล็ก ของสมิธ แอนด์ เวสสัน มีอะไรบ้าง

 

     สำหรับ ปืน38 ลูกโม่โครงเล็กของสมิธฯ ที่ในปัจจุบันใช้รหัสอักษร J (J-frame) ซึ่งแต่เดิมมีให้เลือกขนาดกระสุน .22 ลูกกรด ทั้งแบบธรรมดา และแบบแม็กนั่ม, .32 และ 3.8 Special ต่อมา ด้วยวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีทางด้านวัสดุ จึงมีความมั่นใจในความแข็งแรงของตัวปืน จึงยืดโครงให้ยาวขึ้นได้อีกเล็กน้อย จึงได้ผลิตรุ่นที่ใช้กระสุน .357 แม็กนั่ม เริ่มในปี ค.ศ. 1996 โดยก่อนจะมาเป็นโครง J สมิธฯ มีลูกโม่โครงเล็กที่ใช้รหัส I  โม่หกนัด สำหรับลูกกรด และ .32 และโม่ห้านัด สำหรับ .38 S&W ที่สั้นกว่า แรงต่ำกว่า .38 Special หลังสงครามโลกครั้งที่อง ทางบริษัทต้องการผลิตปืนโครงเล็ก สำหรับกระสุน .38 Special โดยในยุคนั้น ถือว่าเป็นกระสุนที่แรงสูง ใช้ในปืนลูกโม่โครงกลาง ถึงใหญ่ เป็นมาตรฐานปืนตำรวจ มาตั้งแต่ต้นศตวรรษ 1900 ซึ่งออกแบบในปี ค.ศ. 1898 จากนั้น จึงขยายโครง I ให้ใหญ่ และยาวขึ้นเล็กน้อย เรียกว่าโครง J ใส่โม่จกระสุน 5 นัด ลำกล้อง 2 นิ้ว ถือได้ว่า เป็นปืนลูกโม่ขนาดพกซ่อน เปิดตัวในงานประชุมใหญ่ของตำรวจ เมื่อปี ค.ศ. 1950 ในชื่อ “ชีฟ สเปเชียล” โดยประสบความสำเร็จด้านการทำตลาดได้อย่างเป็นอย่างดี จากนั้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1957 สมิธฯ เริ่มใช้เลขรหัสกำกับรุ่นปืนชีฟ สเปเชียล ได้หมายเลขเป็น โมเดล 36

 

พัฒนาการอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้นำ สมิธ แอนด์ เวสสัน 

 

     เพื่อเป็นการรักษาตำแหน่งผู้นำ ปืน38 สมิธฯ ได้พัฒนาด้านโลหะอย่างต่อเนื่อง และในปี ค.ศ. 1965 ได้สร้างผลงานปืนกระบอกแรกของโลก ที่ใช้วัสดุเหล็กปลอดสนิมทั้งกระบอก ตัวปืนนั้นก็คือ โมเดล 36 แต่เมื่อได้ใช้วัสดุใหม่แล้ว จึงต้องใช้รหัสที่ต่างกัน คือ โมเดล 60 แต่ทั้งโมเดล 36  และ โมเดล 60 ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของปืนพกซ่อน ลำกล้อง 2 นิ้วไว้อยู่ แต่สำหรับลูกค้า ที่ไม่เน้นพกซ่อน ก็มีรุ่นลำกล้อง 3 นิ้วให้เลือกใช้ โดยลำกล้องที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ สำหรับระยะยิง ที่ห่างออกไปอีก หลังจากปี ค.ศ. 1996 เป็นต้นมา ลูกโม่ห้านัดของสมิธฯ ได้ขยายโครงจาก J เป็น Magnum-J ทุกรุ่น เพื่อให้ใช้กระสุน .357 แม็กนั่ม และ .38 สเปเชียลแรงสูง (+P) ได้อย่างไม่ต้องมีข้อกังวล แต่สำหรับชื่อเสียงของ .357 แม็กนั่ม ว่าเป็นกระสุนที่รุนแรงเป็นพิเศษนั้น จึงทำให้มีลูกค้าบางกลุ่ม ที่กลัวความรุนแรงของกระสุนขนาดนี้ ตั้งแต่ยังไม่ได้ยิงจริง จึงเกรงว่า ลูกแม็กนั่ม .357 ยิงในปืนเล็ก ๆ น่าจะสะบัดรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ สมิธฯ ได้ออก โมเดล 686 ที่หนา และหนักกว่า โมเดล 66 แล้วให้เหตุผลว่า เพื่อให้เหมาะสมกับกระสุน .357 แม็กนั่ม ซึ่งทางบริษัทได้บ่งชี้ไว้อย่างชัดเจนในแคตตาล็อก ว่าสามารถใช้กระสุน .357 แม็กนั่ม, .38 สเปเชียล +P เพื่อให้ผู้ซื้อสบายใจว่า ไม่ต้องยิงด้วยกระสุน .357 เสมอไป

 

     บทสรุป สำหรับนายสมิธ แอนด์ เวลสัน ในโมเดล 60 – 17 กระบอกนี้ ถือเป็นปืน38 ที่ใช้งานง่าย ตามแบบฉบับของปืนลูกโม่ ที่มีความพอดี ที่ขนาดตัวปืนกะทัดรัด แต่ทั้งนี้ ปืนลูกโม่โมเดลนี้ ยังคงให้ความแม่นยำสูง พร้อมด้วยลำกล้องที่ยาวกว่าปืนลูกโม่แบบพกซ่อนทั่วไป ที่สำคัญ มีศูนย์ปรับได้ ใช้ยิงเป้าซ้อมมือได้ดี ตัวปืนมีความแข็งแรงทนทาน ในระดับเดียวกับปืน .357 แต่แบ่งขนาดกระสุนเป็น .38 สเปเชียล วัสดุเป็นเหล็กปลอดสนิมดูแลง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ปืนลูกดก

Categories
ความรู้เรื่องปืน ปืนประเภทต่างๆ

ปืนมีกี่ประเภท มือใหม่หัดยิงปืน ต้องเรียนรู้ไว้

ปืนมีกี่ประเภท มือใหม่หัดยิงปืน ต้องเรียนรู้ไว้

     เป็นที่แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคน ที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องปืน และเมื่อพวกเขาเห็นถึงความแตกต่างของปืนชนิดต่าง ๆ ต้องมีคำถามเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น มีคำศัพท์บางคำ ที่ใช้สำหรับภาษาปืนโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ค่อยมีความหมาย สำหรับคนที่ไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องของปืน ดังนั้น ในวันนี้ เราจึงมีคำศัพท์เกี่ยวกับปืนชนิดต่าง ๆ มาอธิบายให้กับเพื่อนได้รู้จักกันครับ พร้อมแล้วตามเรามาได้เลยครับ

ปืนมีกี่ประเภท มือใหม่หัดยิงปืน ต้องเรียนรู้ไว้
ปืนมีกี่ประเภท มือใหม่หัดยิงปืน ต้องเรียนรู้ไว้

ปืนแบบกึ่งอัตโนมัติ

     โดยส่วนใหญ่แล้ว ปืนพกสมัยใหม่ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ จะเป็นแบบกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งหมายความว่า สามารถป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงเองได้อย่างอัตโนมัติ แต่ไม่สามารถยิงได้เหมือนปืนกล ซึ่งทุกครั้งที่คุณต้องการยิง คุณต้องเหนี่ยวไกปืน แล้วยิงออกไปทีละนัด ซึ่งปืนเหล่านี้ สามารถประจุเองเมื่อมีการยิงออกไป และนี่คือความแตกต่างของปืนลูกซอง ที่ต้องใช้การขึ้นนก ที่มีลักษณะของนกสับ ถูกง้างมาติดอยู่ ในจังหวะพร้อมยิง ในรอบต่อไป ซึ่งมีปืนลูกซองอยู่เป็นจำนวนมาก ที่สามารถใช้งานเหมือนกัน เช่น ปืนลูกซองปั้ม การทำคันโยก การทำสลักเกลียว และปืนพกเกือบทั้งหมด

ปืนแบบอัตโนมัติ

     สำหรับปืนอัตโนมัติ จะทำงานก็ต่อเมื่อ มีการเหนี่ยวไกปืนนิ่งไว้ ปืนสามารถป้อนกระสุน ปิดรังเพลิง และยิงเองได้ในแบบต่อเนื่อง ไปจนกว่ากระสุดจะหมดแม็กกาซีน ซึ่งแน่นอนว่า ถ้ากระสุนหมดแม็กแล้ว ปืนจะหยุดยิงเอง สำหรับปืนประเภทนี้ เมื่อมีความร้อนจัด จะติดขัดในลำกล้อง จึงเป็นที่แน่นอนว่า หากใครเป็นเจ้าของปืนประเภทนี้ อาจจะต้องบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ดังนั้นแล้ว ประเทศส่วนใหญ่ จึงได้สั่งห้ามจำหน่ายอาวุธปืนประเภทนี้ ให้กับประชาชนทั่วไป นอกจากจะเป็นตัวแทนจำหน่าย หรือนักสะสม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ที่ถือครองได้ ต้องทำเรื่องยื่นของเป็นกรณีพิเศษเป็นที่เรียบร้อยเสียก่อน ถึงจะมีไว้ครอบครองได้

ปืนกล

     ปืนกล คือ ปืนที่สามารถยิงได้อย่างอัตโนมัติเช่นกัน แต่ปืนเหล่านี้ โดยหลัก ๆ แล้ว จะใช้ในกองทัพ และหน่วยงานที่กฏหมายอนุญาติให้ใช้ ซึ่งปืนประเภทนี้ จะมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อาวุธหนัก” ตัวอย่างเช่น M240 หรือ M60 เป็นต้น ซึ่งต้องใช้เป็นเข็มขัดกระสุน เพราะปืนกลโดยส่วนใหญ่แล้ว จะยิงกระสุนด้วยความเร็วสูง เช่น การยิงในระยะไกล ที่สำคัญ ปืนกล มีน้ำหนักเบา และมีความสามารถพิเศษในการยิงอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น ปืนกลมือ ที่ปกติจะใช้กระสุนปืนชนิดเดียวกันกับปืนพก เช่น Uzis และ Tommy guns เป็นต้น 

ปืนไรเฟิล ปืนลูกซอง ปืนสั้น

     ซึ่งปืนทั้ง 3 กระบอกนี้ เป็นปืนที่ดีที่สุดสำหรับกีฬายิงปืน การยิงปืนไรเฟิล ถูกกำหนดด้วยปืนไรเฟิลสไตล์ AR-15 และคู่แข่งสามารถปรับเปลี่ยนปืนของตัวเองให้เหมาะสมกับสไตล์ตัวเองได้ เช่น เปลี่ยนเป็นอาวุธโจมตี นี่คือคำศัพท์ ที่ใช้อธิบายถึงปืนสไตล์ทหาร เช่น ปืนสั้น หรือกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งปกติแล้ว ปืนเหล่านี้ จะยิงกระสุนปืน ด้วยความเร็วสูง และจะถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ารูป หรือรูปแบบบาง เพื่อให้สามารถใช้ในสถานการณ์สู้รบได้ ซึ่งตัวอย่างของปืนประเภทนี้คือ AK-47 และ M16 / M74 ซึ่งปืนเหล่านี้ ยังมีสามโหมด ที่ผู้ใช้สามารถเลือกใช้โดยอัตโนมัติ, กึ่งอัตโนมัติ, และการยิงสามนัด ซึ่งกระสุนสำหรับอาวุธหนักนี้ จะถูกบรรจุไว้ในแม็กกาซีน โดยการบรรจุกระสุนเข้าไปในปืน แต่ในบางท่านเรียกแม็กกาซีนว่า “คลิป” แม้ว่าจะเป็นคำศัพท์ที่ทำให้เข้าใจผิดกันตลอด 

     สุดท้ายนี้ เราหวังว่า เมื่อผู้อ่านได้อ่านจบแล้ว คงจะเรียนรู้เรื่องประเภทของปืนกันได้บ้างแล้ว คงไม่ยากเกินไปใช่ไหม สำหรับประเภทของปืน ที่เราได้ยกตัวอย่างมานี้ แต่ทั้งหมดนี้ เป็นประเภทปืนเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้ว ปืนยังแยกประเภทออกไปได้อีกหลากหลายประเภท และอีกหลากหลายรุ่น ซึ่งเราได้เคยอธิบายไปในบทความก่อน ๆ แล้ว ซึ่งหากคุณต้องการศึกษาปืนในรุ่นอื่น ๆ หรือประเภทอื่น ๆ สามารถหาอ่านได้ภายในเว็บไซต์ของเรา หรือติดตามบทความใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องปืนภายในเว็บไซต์ของเราได้เช่นเดียวกัน