ปืนกลหนัก มีกี่ประเภท ประเภทไหนเป็นที่นิยม

สำหรับปืนกลหนักนั้น ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วนั้น จะมีโครงสร้างที่หนัก การติดตั้งต้องประณีต แต่อย่างไรก็ตาม แม้ปืนกลหนักจะมีข้อได้เปรียบต่าง ๆ มากมาย แต่ข้อได้เปรียบทั้งหลายนั้น ทำให้ยุ่งยากเกินกว่าจะเคลื่อนที่ได้เร็ว อีกทั้งยังต้องใช้ทหารอีกหลายนาย ในการปฎิบัติการในแต่ละครั้ง เพราะขนาดของอาวุธมีความใหญ่โต ดังนั้นแล้ว จึงมีนักประดิษฐชาวอเมริกัน ได้ผลิตปืนแม็กซิมจนเป็นที่แพร่หลายในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แทนที่ปืนกลหนัก

ปืนกลหนัก มีกี่ประเภท ใช้งานอย่างไรบ้าง

ปืนกลหนัก คือ ปืนกลชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะที่ต่างจากปืนกลเบา นั่นคือ เรื่องของขนาด และน้ำหนักของตัวปืน ซึ่งปืนกลหนักนั้ จะมีขนาดที่ใหญ่กว่ามาก มีอัตรการยิงสูง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว จะนิยมใช้สายกระสุนในการบรรจุ อีกทั้งในบางรุ่น ยังจำเป็นต้องมีขาตั้ง เพื่อติดตั้งปืนก่อนยิง เนื่องจากน้ำหนักของตัวปืน มีมากอยู่พอสมควร จึงทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปไหนได้อย่างสะดวก เช่นปืนกล BROWNING M2HB หรือ ปืนกล 93 เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องติดตั้งบนขาหยั่ง ก่อนการยิง 

สำหรับปืนกลหนัก ที่ใช้ในสมัยสงครามโลกที่ 2 นั้นคือ ปืนกลหนัก 66 และปืนกล 93 จึงจำเป็นต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดี รวมถึงต้องมีลำกล้องสำรองไว้ด้วย เนื่องจากตัวปืนเองนั้น หากทำการยิงไปนาน ๆ แล้ว ลำกล้องปืนจะขยายตัวจนทำกลุ่มกระสุนได้ไม่ดีนัก อีกทั้งเกลียวลำกล้อง และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของปืน ก็จะสึกหรอเร็ว จากความร้อน และการเสียดสี ดังนั้นแล้ว จึงต้องมีการพักปืนเป็นระยะ ๆ หลังจากที่ยิงออกไปแล้ว เพื่อเป็นการระบายความร้อนออกไป ตัวอย่างปืนกลหนัก ที่เป็นที่นิยม 

1. M2 BROWNING

สำหรับปืนกลหนัก M2 BROWNING นั้น เป็นปืนกลที่มีขนาดลำกล้อง 0.05 นิ้ว ใช้กระสุนขนาด 12.7x99MM ถูกออกแบบมาในปี ค.ศ. 1921 ผู้ออกแบบคือ จอห์น ซี.บราวนิง จากนั้นได้มอบสิทธิบัตรให้กับบริษัท FN ของประเทศเบลเยียม เป็นผู้ทำการผลิตแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น สำหรับปืนกลหนักM2 BROWNING นี้ สามารถติดตั้งได้ทั้งบนอากาศยาน ยานพาหนะ และบนขาหยั่ง สำหรับอาวุธนี้ ได้เข้าประจำการราชการกองไทยเมื่อปี พ.ศ. 2493 จากความช่วยเหลือจากองค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐ ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีชื่อในทางราชการ คือ ปืนกล แบบ 93 จัดเป็นอาวุธระดับหมวด สำหรับอาวุธชนิดนี้ ได้รับการใช้งานจากกองทหารเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ทหารในสหรัฐเอมริกา 

2. ปืนกลหนัก DSHKM AA HEAVY MACHINE 

สำหรับปืนกลหนัก DShKM AA Heavy Machine ผู้ออกแบบคือ VASILY DEGTYARYOV ถูกออกแบบมาในระหว่างปี ค.ศ. 1929 – 1930 อีกทั้งยังถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนที่น้อยมาก อาจเป็นเพราะว่า มีอำนาจในการยิงน้อย จึงมีจุดด้อยอยู่มากเช่นกัน แต่ต่อมาในปี 1938 GEORGY SHPAGIN ผู้ออกแบบ PPSH 41 ได้นำ DSHKM AA HEAVY MACHINE กลับไปพัฒนาต่ออีกครั้ง โดยมีการนำระบบสายกระสุน BELT FEED MACHANISM เข้ามาช่วย และมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอีกบางส่วน จนทำให้ DSHKM AA HEAVY MACHINE กลับเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อีกครั้ง DSHKM AA HEAVY MACHINE ถูกสร้างจากโรงงาน TULA มีการทำงานจากระบบแก๊ส โดยมีอัตราการยิงอยู่ที่ 600 นัด ต่อนาที กระสุนของ DSHKM AA HEAVY MACHINE คือกระสุนขนาด 12.7x108MM DSHKM AA HEAVY MACHINE ได้ถูกนำมาใช้งานในแบบเดียวกับ M2 BROWNING สามารถติดตั้งได้ทั้งบนอากาศยาน ยานพาหนะ และบนขาหยั่ง ซึ่งสามารถใส่ล้อแล้วใช้ลากไปได้ ต่อมาในปี 1946 DSHKM AA HEAVY MACHINEได้มีการพัฒนาให้เป็นรุ่น DSHKM AA HEAVY MACHINE 1938/46 ซึ่งนอกจากจะผลิตในประเทศโซเวียตแล้วนั้น ยังมีการผลิต DSHKM AA HEAVY MACHINE จากประเทศอื่น ๆ อีกด้วย เช่น อีหร่าน เชกโกสโลวาเกีย อีรัก จีน โรมาเนีย และปากีสถาน เป็นต้น ซึ่งแม้ว่า ในปัจจุบัน DSHKM AA HEAVY MACHINE จะถูกแทนที่ด้วย KORD และ NSV จะอย่างไรก็ตาม DSHKM AA HEAVY MACHINE ก็ยังถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายไปทั่วโลก